มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีก็ต้องแพลนเที่ยวกันให้คุ้มหน่อย ยิ่งใครเป็นทีมคันไซตั้งใจมาเที่ยวแถบภูมิภาคนี้ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งมีโอกาสได้เดินทางเที่ยวหลาย ๆ จังหวัดที่อยู่ติดกันไม่ว่าจะเป็นโอซาก้า เกียวโต นารา ซึ่งสามารถเดินทาได้ด้วยรถไฟ ซึ่งถือเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุดและประหยัดที่สุด แต่ถ้าจะให้ประหยัดยิ่งกว่าการซื้อพาสตั๋วรถไฟในการเดินทางจะช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก

“ไหน ? ใครไม่อยากไปญี่ปุ่นยกมือขึ้น ?

วันนี้ผมบอกเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เคยจัดศึกษาดูงานในญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังครับ

เราคนไทยรู้จักประเทศญี่ปุ่นนี้มานมนานนับย้อนไปในสมัยที่ ยามาดะ นางามาสะ หรือ ออกญาเสนาภิมุขเข้ามารับราชการในสมัยสมเด็จพระนเรศวรเจ้านั่นแหละครับ (ยามาดะนั้นว่ากันว่าเป็นต้นตระกูลเอมะรุจิ ซึ่งผมก็มีเพื่อนคนหนึ่งนามสกุลนี้ครับ)

นอกจากเรื่องราวของญี่ปุ่นในแบบเรียนประวัติศาสตร์หรือภูมิศาสตร์แล้ว ผมเชื่่อว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ต่างก็มีความผูกพันกับญี่ปุ่นกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ อาจจะโดยการผ่านการ์ตูนยอดนิยม หรือ หนังฮีโร่ต่าง ๆ จำได้ว่าผมดูการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องแรกเห็นจะเป็น เจ้าหนูอะตอมมิค ตามด้วยผึ้งน้อยผจญภัย อะไรปานนี้ละครับ ส่วนพวกซุปเปอร์ฮีโร่นั้นก็แน่นอนว่าต้องเป็นอุลตราแมน, จัมโบ้เอ หรือ หน้ากากเสือ ฯลฯ ซึ่งก็ผ่านมาแล้วตั้งสี่สิบกว่าปี หรือเร็ว ๆ นี้ก็มี เซลเล่อร์มูน ไปจนถึงการ์ตูนอมตะอย่างโดเรมอนที่ฉายครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ที่จำได้เพราะมีนักพากษ์เสียงโนบิตะในตอนนั้นคือคุณศันสนีย์ สมานวรวงศ์ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ยังปิ๊งปั๊งน่ารักเป็นดาวเด่นของช่อง 9 เลย..นึกไปนึกมาเหมือนเพิ่งจะดูอยู่เมื่อวานนี้เอง…โอ ทำไมเวลาผ่านไปเร็วจัง…

ที่เล่าเรื่องหนังเรื่องการ์ตูนนั้นก็เพียงแต่จะบอกว่าคนญี่ปุ่นเขาเก่งนะครับ มีวิธีการสร้างสัมพันธ์และเผยแพร่วัฒนธรรมของเขาผ่านการบอกเล่าจากการ์ตูน หรือ ภาพยนตร์ต่าง ๆ เพราะย้อนกลับไปสัก 70 ปีก่อนนั้น คนจากทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียก็คงจะตั้งแง่กับประเทศญี่ปุ่นไม่น้อย ด้วยที่ว่ากองทัพของลูกพระอาทิตย์นั้นได้ส่งทหารไปรุกรานสร้างความเดือดร้อนกันซะทั่วเลย ดังนั้นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการช่วยเหลือในรูปแบบให้เปล่าและการเผยแพร่วัฒนธรรมก็ทำให้นานาชาติมีความรู้สึกที่ดีกับญี่ปุ่นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว…

ในการจัดทริปศึกษาดูงานนั้นผมจำคำพูดของเอกอัครราชฑูตไทยท่านหนึ่งได้ครับ ท่านบอกว่าในทศวรรษหน้า (หมายถึงเมื่อสิบกว่าปีก่อน) ประเทศที่จะเป็นแหล่งความรู้ในโลกที่คนไทยเราควรต้องผูกมิตรไว้ก็จะมีอยู่สามประเทศด้วยกัน…ถูกครับ 1 ใน 3 ประเทศนั้นก็มีญี่ปุ่นอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

แลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างคร่ำเคร่ง
กล่าวขอบคุณก่อนจบการดูงาน

ดอกไม้สวย ๆ หน้าที่ทำการรัฐบาลเมืองฟูกูโอกะ

 

ในวันนี้การเดินทางจากเมืองไทยเราไปสู่ญี่ปุ่นนั้นทำได้อย่างสะดวกสบายมากครับ นอกจากสายการบินไทย, แจแปนแอร์ไลน์, ออล นิปปอน แอร์เวย์ จะมีเที่ยวบินที่ออกเดินทางสู่ญี่ปุ่นในหลายจุดหมายปลายทางวันละหลายเที่ยวบินนั้น ยังมีสายการบินที่ทำการบินตรงอื่น ๆ อีกเช่น ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ หรือสายการบินประเภทต้นทุนต่ำที่เริ่ม ๆ เปิดทำการบินนั้น ทำให้ตัวเลือกของการเดินทางมีอยู่มากมาย…รวมทั้งจุดที่มีเที่ยวบินตรง เช่น เมืองชิโตเซะ ในเกาะฮอคไกโด, โตเกียว, นาโงย่า, โอซาก้า, ฮิโรชิม่า และ ฟูกูโอกะ เป็นต้น

แต่สำหรับทริปนี้ผมจะพาท่านตระเวนจากใต้ขึ้นไปทางตอนเหนือครับ โดยเราจะเริ่มจากเกาะคิวชูที่มีเมืองฟูกูโอกะ หรือ Hakata เดิม เป็นประตูเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น แล้วเลยไปเยี่ยมเมืองนางาซากิ, คุมาโมโต้ ก่อนพาไปแช่น้ำแร่คลายร้อนกันที่เบปปุ และปิดท้ายที่เมืองโออิตะต้นกำเนิดของ OVOP หรือ One Village One Product ต้นกำเนิดของหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์บ้านเราครับ

ที่เมืองฟูกูโอกะนั้น ถ้าจะพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวภายในเมืองแล้วก็มีไม่มากเท่าไหร่ เรามาเริ่มกันที่ศาลเจ้าดาไซฟุ กันก่อนดีกว่านะครับ เพราะสำหรับคนไทยเราแล้วเวลาไปที่บ้านไหนเมืองไหน เราก็มักจะหาเวลาไปกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพรเพื่อให้ท่านได้ช่วยอภิบาล ปกป้องคุ้มครองในระหว่างที่เราเดินทางครับ แต่ศาลเจ้าดาไซฟุนี้กลับเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงสำหรับการบนบานศาลกล่าวเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ..ครับเป็นเรื่องของการศึกษาโดยเฉพาะ ดังนั้นถ้าเราไปเยือนที่ศาลเจ้าแห่งนี้ก็จะพบเห็นกับภาพของนักเรียน นักศึกษา ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวจีนไต้หวันมากมายที่พากันมากราบขอพร และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทางเข้าศาลเจ้าดาไซฟู
ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นนั้น ก่อนที่เราจะเข้าไปกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในวัดหรือในศาลเจ้านั้น เราก็ควรทำความสะอาดร่างกายของเราเสียก่อน ดังนั้นทุกวัดหรือศาลเจ้าจะมีบ่อน้ำพร้อมด้วยกระบวยมาตั้งอยู่ด้านหน้า เพื่อให้ประชาชนได้มาทำความสะอาดกันครับ

และวิธีการทำความสะอาด เราก็จะใช้กระบวยตักน้ำในบ่อมาล้างหน้าล้างแขน หรือเอาน้ำนั้นมากลั้วปากก็ได้ แต่อย่าใช้ปากสัมผัสกับกระบวยนะครับ ต้องรินน้ำจากกระบวยมาใส่มือเสียก่อนแล้วจึงนำน้ำจากฝ่ามือเราเข้าปากจึงจะดูสุภาพครับ ขืนไปอมกระบวยแล้วบ้วนปากขลุก ๆ ผู้คนเขาจะชยันโตเอา…

บ่อน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนไหว้ศาล

ทีนี้พอทำความสะอาดร่างกายเสร็จก็อย่าลืมชำระจิตใจให้สะอาดด้วยนะครับ การชำระใจตนให้สะอาดนั้นไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ไหนในโลกจะมาทำความสะอาดได้หรอกครับ แต่ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายครับ โดยใช้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านคือ การกำหนดไปที่ “สมุหทัย” หรือสาเหตุที่ทำให้เราเกิดทุกข์ ซึ่งถ้าเราทราบสาเหตุของทุกข์นั้นก็คงไม่ยากที่จะแก้ไขใช่ไหมครับ ?
เอาละตอนนี้เราเดินผ่่านความร่มรื่นของเหล่าพฤกษาที่ร่มรึ้มกันมาตามรายทางแล้วนะครับ คราวนี้ก็มาถึงตัวศาลเทพเจ้าเสียที ตัวอาคารของศาลนั้นเป็นอาคารไม้สถาปัตยกรรมแบบศาลเจ้าทั่ว ๆ ไปในญี่ปุ่น ทีนี้การจะกราบไหว้ขอพรเทพเจ้าในความเชื่อของชาวอาทิตย์อุทัยนั้น ก่อนจะที่ทำการอธิษฐานเราจะต้องตบมือดังๆ สามครั้งก่อนนะครับแล้วจึงค่อยอธิษฐาน นัยว่าให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านรับรู้ว่างั้น..

นักท่องเที่ยวใต้ต้นซากุระภายในบริเวณศาลเจ้า
สะพานอายุวัฒนะ ข้ามแล้วมีอายุยืนยาว
ศาลเจ้าดาไซฟู

คำอธิษฐานผูกไว้ในที่ที่จัดเตรียมไว้ให้

 

 

หลังจากขอพรที่ศาลเจ้าดาไซฟูเรียบร้อยแล้ว ผมจะพาไปชม โนโกโนชิมา หรือ “เกาะดอกไม้” กันครับ เกาะดอกไม้นี่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองฟูกูโอกะนะครับ เสียแต่ว่าคนไทยเราไม่ค่อยนิยมไปกัน เพราะต้องนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะไป อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะครับก็เลยไม่ค่อยเป็นที่นิยมกันสักเท่าไร แต่เมื่อมาแล้วผมก็จะพาเที่ยวชมนะครับ

เกาะดอกไม้นี้ที่จริงแล้วก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองฟูกูโอกะเลย ตัวเกาะตั้งอยู่ในอ่าวฮากาตะ การเดินทางนั้นถ้าเรามาเป็นหมู่คณะใหญ่เราต้องทิ้งรถบัสไว้ที่ท่าเรือและใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะครับ ประมาณ 15 นาทีจากฝั่งก็จะถึงท่าเรือของเกาะซึ่งระหว่างการเดินทางนั้นฝูงนกนางนวลตัวสีขาวก็จะบินตามเรือฉวัดเฉวียนอย่างกับบรรยากาศในหนังเกาหลี ญี่ปุ่นยังไงยังงั้น

เฟอร์รี่ที่ท่าเรือข้ามไปเกาะดอกไม้

เมื่อมาถึงเกาะเรียบร้อยทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับโชคของเราละครับว่าจะต้องรอรถบัสที่มีให้บริการรอบเกาะนานแค่ไหน ? ปกติแล้วเขาจะมีรถให้บริการทุกชั่วโมงแต่ถ้ารถเพิ่งออกไปก็ต้องรออีกชั่วโมงนะครับกว่าที่รถจะมารับ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับถ้าต้องรอรถจริง ๆ ตรงบริเวณที่รอรถนั้นก็มีร้านค้าร้านอาหารขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ พอแก้เบื่อไปได้บ้าง

วันนี้โชคไม่ดี ไปถึงรถเพิ่งจะออกไปเลยต้องรออีกชั่วโมง

และจุดหมายปลายทางบนเกาะของเราก็คือ “Nogonoshima Island Park” หรือสวนดอกไม้ที่อยู่ปลายสุดของเกาะซึ่งต้องใช้เวลานั่งรถไปอีกในราว 25 นาที ที่ Island Park นั้นภายในจะตกแต่งไปด้วยดอกไม้ต่างสีสันนานาพันธุ์ ขึ้นอยู่กับฤดูกาลแต่ช่วงเวลาที่มีดอกไม้บานมากที่สุดก็จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือน เมษายน – มิถุนายน ในการชมสวนนั้นแนะนำว่าหากใครได้ไปก็ขยันเดินสักหน่อยเพราะถ้ามัวแต่ตื่นเต้นกับแปลงดอกไม้ด้านหน้าก็จะพลาดทุ่งดอกเรปสีเหลืองอร่ามที่อยู่ปลายเกาะไป และระหว่างทางน้้นก็จะมีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวด้วย

หลังจากเที่ยวชมเกาะดอกไม้แล้วถ้าใครที่ต้องพักค้างคืนในฟูกุโอกะแล้วชอบบรรยากาศของการห้างสรรพสินค้าและการช้อปปิ้งละก็ให้เลือกโรงแรมที่ตั้งอยู่บนถนน Tenjin นะครับ เพราะเป็นย่านการค้าที่คึกคักมากทั้งบนดินและใต้ดิน โดยเฉพาะโรงแรม New Otani ที่ผมใช้ประจำนั้นผู้ร่วมคณะต่างก็บอกกันว่าเยี่ยมยอดไม่มีที่ติ หรือถ้าใครอยากพักแบบ Luxury หน่อยก็ไปใช้ห้องพักที่ โรงแรม Grand Hyatt ซึ่งอยู่ในศูนยการค้า Canal City ที่หรูหราสะดวกสบาย หรือหากจะชอบบรรยากาศแนว Modern Ryokan ก็มีอีกแห่งหนึ่งครับ อยู่ในเมือง ขายเป็น All inclusive หรือรวมห้องพัก, อาหารเช้า และมินิบาร์ทั้งหมดครับ ที่พักแบบบูติกสุดหรูมี สามสิบกว่าห้อง ราคาไม่ถูกไม่แพงเพียงคืนละ สามหมื่นกว่าเยนเท่านั้นเองครับ…เอื๊อก.

จากเมืองฟูกูโอกะ ผมจะพาท่านเดินทางอีกส่องชั่วโมงครึ่งไปยังเมืองนางาซากิ…ครับเมืองนางาซากิที่เป็นเป้าถล่มของ “แฟตบอย” ระเบิดปรมาณูที่คร่าชีวิตคนไปกว่าสองแสนคนเมื่อเกือบเจ็ดสิบปีก่อน..

ในวันนี้จุดศูนย์กลางการระเบิดของปรมาณูนั้นได้กลายเป็น Peace Park หรือสวนสันติภาพ มีรูปปั้นของเทพเจ้าที่มือหนึ่งชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าและอีกมือผายแบมือขึ้นซึ่งใครบางคนเคยตีความท่าทางนี้หมายถึงการที่มีศัตรูมาจากฟากฟ้าแล้วทำลายเมืองจนพินาศสิ้น…ถัดจากสวนสันติภาพ สถานที่อีกแห่งที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาดชมก็คือ Atomic Bomb Museum หรือพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณู สถานที่ซึ่งท่านจะได้เห็นความรุนแรงในการทำลายล้างชิวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์นั้นได้แสดงให้เห็นถึงความน่าสลดใจต่าง ๆ ผ่านเทปเสียงและการบอกเล่าเรื่องราวของเหยื่อ, ภาพวีดีโอ ซึ่งแม้กระทั่งภาพการสันดาปของเงาของคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นที่ถูกเผาด้วยความร้อนสูงนับพันองศาทำให้เงาที่ทอดลงไปยังพื้นผนึกเป็นรูปคนติดมาจนทุกวันนี้แม้ว่าเจ้าของเงานั้นจะถูกความร้อนเผาไหม้เป็นจุลในชั่วพริบตา…

ไม่ว่าผู้ชนะหรือผู้แพ้..ทุกฝ่ายล้วนมีเหตุผลในการฆ่าและทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยกันทั้งนั้น…

เราทุกคนจากพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูกันมาด้วยความเงียบ เสียงแห่งความเงียบนั้นบอกให้ผู้คนรอบด้านรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่หดหู่ เศร้าสร้อย…

….มนุษย์เอย…ต่างดำรงอยู่ในโลกใบเดียวกันไยต้องเผาผลาญชีวิตกันด้วยความโหดร้ายปานนี้…..

เอาละครับ เราทิ้งความเศร้าใจไว้ข้างหลังแล้วเริ่มออกเดินทางต่อกันเลยดีกว่า จุดหมายต่อไปที่ผมจะพาไปชมก็คือ Haus Ten Boash หรือ ในภาษาไทยอ่านว่า “ฮูซ เทน โบช” ซึ่งเป็น Theme Park ที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจ โดยแนวคิดของการก่อสร้าง Theme Park แห่งนี้ได้แนวคิดและความประทับใจมาจากเมืองในประเทศฮอลแลนด์ จึงได้จำลองมาสร้างทั้งท่าเรือ, ตัวอาคาร และ บรรยากาศต่าง ๆให้เหมือนกับว่าใครที่ได้มาที่นี่ก็เหมือนว่าได้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

และที่ Haus Ten Boash นี้ก็เป็น ธีมปาร์คที่เมื่อได้มาที่นางาซากินั้นทุกท่านไม่ควรพลาดเลยทีเดียว ภายในเขาสร้างไว้อย่างใหญ่โตโอฬารประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์ถึง 8 แห่ง โรงภาพยนตร์ โรงแรม 4 แห่ง ร้านขายของที่ระลึก ลำคลอง โบสถ์ วิหาร สวนดอกไม้ และอาคารต่าง ๆ อีกมาก นอกไปจากนั้นยังจัดให้มีกิจกรรมอีกหลายชนิดที่หมุนเวียนแสดงในช่วงเวลาต่าง ๆ จนกระทั่ง Fire works หรือการพลุและดอกไม้ไฟในยามค่ำ เรียกว่าสามารถเที่ยวในนี้ได้ทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เบื่อกันเลยทีเดียว แต่กระซิบนิดนะครับว่าถ้าจะพักค้างในนี้ค่าโรงแรมก็ค่อนข้างสูงกว่าข้างนอกมากทีเดียวครับ ดังนั้นถ้าใครที่มีงบจำกัดก็อาจจะมาเที่ยวในช่วงกลางวันและค่ำ ๆ ไปพักข้างนอกก็ได้เหมือนกัน

แวะเที่ยวชมเมืองนางาซากิกันถ้วนทั่วแล้วผมจะพาเดินทางไปเมืองคุมาโมโต้กันต่อนะครับ โดยเราจะนั่งเรือเฟอร์รี่ตัดอ่าวนางาซากิไป ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงเราก็จะมาขึ้นฝั่งที่เมืองคุมาโมโต้ครับ ที่คุมาโมโต้นี้ผมเคยนำคณะเดินทางมาจัดกิจกรรมที่นี่และทางเมืองก็ได้ต้อนรับดีมาก ๆ ครับ นอกจากจะ Host เราด้วยอาหารเย็นมื้ออร่อย ๆ สำหรับคน 40 คนแล้วยังเซอร์ไพร้สด้วยการให้สถานีวิทยุท้องถิ่นเปิดเพลงภาษาไทยต้อนรับคณะพวกเราด้วย ซึ่งผมประทับใจไม่ลืม ที่เมืองนี้จุดเด่นก็เห็นจะเป็นปราสาทคุมาโมโต้ ซึ่งเป็นปราสาทโบราณของญี่ปุ่นที่เหลือรอดมาจากการทำสงครามกลางเมืองในสมัยเอโดะ นอกจากปราสาทคุมาโมโต้แล้วภูเขาไฟอะโซ (Aso) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังทรงพลังก็จะเป็นแหล่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งนอกเหนือไปจากเขา Komezuka ภูเขาเล็ก ๆ ที่มีสัณฐานที่สวยงามและมีปากปล่องที่ได้รูปราวกับใครเอาที่ตักไอศครีมมาคว้านตรงส่วนยอดไป หากใครที่คิดจะค้างอ้างแรมในเมืองคุมาโมโต้นี้ ผมขอแนะนำโรงแรม Kumamoto Castle ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากปราสาทคุมาโมโต้นัก เนื่องเพราะในยามค่ำคืนเราจะมองเห็น Light up ที่ส่องสว่างไปยังตัวปราสาทคุมาโมโต้บนเนินเขาได้อย่างสวยงาม

แต่วันนี้คุมาโมโต้ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเราครับ จากคุมาโมโต้เราจะเดินทางต่อไปยังเมืองโออิตะ (Oita) ซึ่งเมืองโออิตะนี้คนไทยเราจะได้ยินชื่อเสียงบ่อย ๆ ในช่วง เจ็ด-แปดปีให้หลังมานี้ครับ เพราะรัฐบาลไทยได้ไปนำโครงการพัฒนาของเมืองนี้เข้ามาส่งเสริมในบ้านเรานั่นก็คือโครงการ หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ One Village One Product (OVOP) ที่ไทยเราได้มาดัดแปลงเป็นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ที่ทุกคนคุ้นหูนั่นเองครับ และนอกเหนือจากโครงการ OVOP แล้วเมืองโออิตะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากในเรื่องของเซรามิคและเครื่องปั้นดินเผาโดยมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านนี้มาหลายร้อยปี และถือได้ว่าเครื่องปั้นดินเผาหรืองานเซรามิคที่ผลิตออกไปจากโออิตะนั้นเป็นเครื่องเคลือบชั้นสูงที่มีราคาแพงและปัจจุบันเป็นที่นิยมของนักสะสมเสียด้วย นอกจากนั้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศม์ในเขตเมืองของโออิตะก็เป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

แต่ยังครับเรายังไม่หยุดพักกันที่โออิตะ ผมจะพาท่านไปสู่จุดหมายปลายทางของเราที่ “เมืองหลวงแห่งนำแร่” ซื่งก็คือเมือง “เบปปุ” ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 45 นาที

เบปปุนั้นเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่มีชื่อเสียงที่โด่งดังมาก เหตุที่ได้ชื่อว่า “เมืองหลวงแห่งน้ำแร่” นั้นก็เนื่องจากว่าในเมืองเบปปุนั้นไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ไอน้ำจากน้ำพุร้อนซึ่งมีอยู่มากมายในเมือง ซึ่งทำให้กิจการโรงอาบน้ำหรือ ออนเซง ที่นี่มีอย่างมากมาย อีกทั้งน้ำแร่ธรรมชาติที่นี่ก็มีอย่างหลากหลายประเภท ซึ่งได้มีการเก็บตัวอย่างไปทำการวิจัยในห้องทดลองแล้วว่าน้ำแร่แต่ละบ่อนั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน และได้นำคุณสมบัติดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ด้วยการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคกระเพาะอาหาร, โรคความดันสูง, รูมาตอย, ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฯลฯ ซึ่งบ่อน้ำแร่ใหญ่ ๆ นั้นก็มักจะมีชื่อเรียกเฉพาะเช่น บ่อน้ำแร่นรก, บ่อน้ำแร่สีเลือด เป็นต้น

มาลองดูบรรยากาศของเมืองและบ่อน้ำแร่ต่าง ๆ กันครับ

บ่อน้ำร้อนมีควันพวยพุ่ง

และถ้าจะนอนค้างอ้างแรมที่เบปปุนี้ก็มีโรงแรมให้เลือกพักมากมายหลายแห่งนะครับ จะเป็นแบบตะวันตกทันสมัย หรือ จะเป็นแบบเรียวกังโบราณก็มีให้เลือกเยอะแยะ แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำก็ขอแนะนำโรงแรมที่ชื่อว่า Suginoi ครับ เพราะโรงแรมนี้เป็นโรงแรมใหญ่ที่มีบริการห้องพักทั้งแบบดั้งเดิมและตะวันตก อีกทั้งอาหารการกินที่อยูในแพคเก็จนั้นก็ถือว่าหลากหลายและเอร็ดอร่อยถูกปากเราท่านยิ่งนัก แต่ทุกโรงแรมก็มีจุดขายเรื่องน้ำแร่ด้วยกันทุกแห่งครับ

เรื่องการอาบน้ำแร่นั้นส่วนมากแล้วคนไทยเรายังไม่ค่อยจะคุ้นเคยกันสักเท่าไร ส่วนมากก็ได้แต่จดๆจ้องแล้วก็ลงท้ายด้วยการพลาดเสียเป็นส่วนมาก แต่เมื่อเราท่านเดินทางไปญี่ปุ่นนั้นผมอยากให้พวกเราได้เปิดใจให้กว้างเพื่อที่จะเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและประสบการณ์ของนักเดินทางทุกคน

การอาบน้ำแร่นั้นก็มีวิธีการปฎิบัติซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นดังนี้ครับ
1. โดยมากห้องอาบน้ำแร่นั้นจะเป็นห้องรวมครับ คือชายรวมกับชาย และหญิงรวมกับหญิง ไม่ใช่หญิงรวมกับชาย (ฮั่นแน่ ผิดหวังละซิครับ) ส่วนถ้าใครอยากแช่น้ำแร่รวมชายหญิ่งแบบดั้งเดิมก็ยังพอมีให้บริการครับ แต่โดยมากคนที่ไปใช้บริการเท่า ๆ ที่ดูแล้วก็อยู่ในวัย 60-70 ปี (อุ๊ย..น่ารักดีออก)

2. ในห้องอาบน้ำแร่จะมีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมด้วยตะกร้าเก็บข้าวของไว้ให้ ขอให้ท่านจัดการถอดเสื้อผ้าออกจากตัวแล้วเก็บในตะกร้าเสียให้หมด ครับถอดให้หมดจนนุ่งลมห่มฟ้านั่นแหละครับ

3. จากนั้นก็ทำหน้าเฉย ๆ นะครับ อย่าวี็ดว๊ายกระตู้วู้ เพราะแทนที่ทุกคนจะมองผ่านเราไปเฉย ๆ เราจะกลายเป็นจุดสนใจไป แล้วเดินเข้าไปในห้องที่มีบ่อแช่น้ำ

4. มองไปยังผนังห้องด้านใดด้านหนึ่งจะเห็นฝักบัวพร้อมเก้าอี้นั่งตัวเล็กเรียงราย ให้ท่านไปทำการอาบน้ำชำระร่างกาย หรือถูสบู่ถูตัวให้เรียบร้อยในบริเวณนั้นแล้วล้างออกให้เรียบร้อย และอย่าเอาสบู่ไปถูตัวในบ่อน้ำเด็ดขาด โดยปกติแล้วทางโรงอาบน้ำจะอนุญาตให้เรานำของได้สองสิ่งเท่านั้นไปแช่น้ำกับเราคือ ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก และ ขันน้ำเท่านั้นเองครับ ผ้าเช็ดตัวเอาไว้สำหรับเช็ดถู หรือจะเอาไว้ปิดหน้าเราก็ได้ครับจะได้ไม่อายไง..แฮ่ม

5. จากนั้นก็ลงไปแช่น้ำ แต่ต้องค่อย ๆ แช่นะครับ อย่าผลีผลามโดดตูมลงไปเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นท่านจะมาสภาพเหมือนกบในบ่อน้ำร้อนที่เห็นในบ้านเรานะครับ เพราะอุณหภูมิของบ่อน้ำนั้นโดยทั่วไปแล้วจะไม่ต่ำกว่า 47 องศาเซลเซียสครับ ซึ่งบางบ่ออาจจะสูงไปถึงเกือบเจ็ดสิบองศาเลยทีเดียว ซึ่งถ้าท่านรีบร้อนลงไปอาจจะประสบการภาวะการช็อกได้ง่าย ๆ ดังนั้นจึงต้องค่อย ๆ ปรับตัวด้วยการเอาน้ำมาราดขา หรือค่อย ๆ ลงแช่ทีละนิดก็จะเป็นการดีครับ

6. การแช่น้ำร้อนนั้น ท่านไม่ควรแช่นานเกินไปครับ เพราะระหว่างการแช่น้ำร้อนนั้นท่านจะเสียเหงื่อออกมามาก ดังนั้นจึงควรแช่ต่อเนื่องสูงสุดไม่เกิน 15 นาทีแล้วขึ้นมาพัก หรือ บางตำราบอกให้แช่น้ำร้อนสลับกับการอาบน้ำเย็นก็จะทำให้เรามีผิวที่เต่งตึงและสดชื่น

ข้อควรระวัง สำหรับคนที่เป็นโรคความดันสูง และ โรคหัวใจต้องระมัดระวังในการแช่น้ำร้อนนะครับ เพราะอาจเกิดปัญหาสุขภาพกับท่านได้

เอาละครับ ผมพาท่านมาจนถึงจุดหมายปลายทางที่เมืองหลวงแห่งน้ำแร่แห่งนี้แล้ว วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ